วันที่ 31 พ.ค. 51 เป็นวันสุดท้ายของการทำหน้าที่ในตำแหน่ง secretary… 7 ปี 8 เดือน 15 วัน สำหรับประสบการณ์ดีๆที่ผ่านมา ฉันเริ่มต้นงานในตำแหน่งนี้ จากเจ้านายที่ให้โอกาสเด็กฝึกงานคนหนึ่ง ได้มารับหน้าที่เลขาฝ่ายผลิตควบคู่กับเลขาผู้อำนวยการฝ่ายผลิต ของ click radio โดยฉันมั่นใจว่าที่ได้งานนี้ ไม่ได้มาจากความสวยแน่ๆ มารู้ทีหลังว่ามาจากความอึด 555
ฉันได้มีโอกาสเปิดโลกทรรศน์ทางความคิด เปิดใจรับเพลงรูปแบบใหม่ๆ ได้รู้จักคนดนตรีเก่งๆ ได้ประชุมงานกับฮีโร่หลายๆคน รู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและรับได้กับทุกสถานการณ์ อีกทั้งยังทำให้ฉันเป็นคนใจเย็น (ทั้งๆที่ทำไม่ค่อยได้) โดยมีคำพูดประโยคนึง ที่เจ้านายพูดเมื่อ 6 ปีก่อนว่า “นุ้ยเป็นเหมือนหน้าบ้านพี่ เพราะฉะนั้นต้องยิ้มแย้มแจ่มใสนะ ใครพูดจาไม่ดีก็เก็บไว้ในใจ แล้วพอเขาไปค่อยด่ามันทีหลัง” 555
ช่วงที่ฉันเรียนมหา’ลัย ฉันถือว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง ฉันถึงดีใจมากเมื่องานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่งานเลขาธรรมดา ที่แค่ชงกาแฟ+รับนัดหมายต่างๆ+ดูแลเจ้านาย แต่สิ่งที่เพิ่มประสบการณ์ของฉัน คือ ได้ทำกิจกรรมต่างๆของ fat radio , ทำคอนเสิร์ตพร้อมโปรดักชั่นใหม่ๆ, ได้รับโจทย์แปลกๆจากเจ้านาย สิ่งเหล่านี้ล้วนฝึกฝนตัวฉันและเป็นสิ่งที่ฉันทำแล้วมีความสุขมาก : )
โดยคอนเสิร์ตแรกที่ได้ทำ คือ BAKERY THE CONCERT ด้วยตำแหน่ง ASSISTANCE EXECUTIVE DIRECTOR เป็นชื่อตำแหน่งที่โก้มาก แต่หน้าที่คือเดินตามเจ้านาย ทำทุกอย่างที่เจ้านายสั่ง ตั้งแต่ซื้อกาแฟ+ประชุมสคริปต์+ซื้อโคมไฟส่องสคริปต์+จด timecode(จดทำไม) เป็นต้น ฉันตื่นเต้นมากตอนที่ทีมงานพูดว่าทุกอย่างพร้อมนะ เริ่มครับ แล้วทุกคนในฮออล์ก็กรี๊ดดดดดดด เป็นครั้งแรกที่ฉันได้อยู่ตรงคอนโทรล และได้เป็นส่วนหนึงของทีมงาน ฉันมีความสุขมาก
ฉันทำงานอยู่ที่ click radio เกือบ 4 ปี ก็ลาออกตามเจ้านายมาอยู่ที่ โพลีพลัส มีโอกาสมาทำหนังสือหัวใหม่ 1 เล่ม เป็นช่วงของการฟอร์มทีมและทำฉบับทดลอง ตอนนั้นทำให้ฉันอินกับการทำหนังสือมาก ฉันทำการบ้านโดยการหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำหนังสือ เข้าworkshop และอ่านหนังสืออื่นๆมากขึ้น แต่ทำอยู่แค่ 6 เดือน ก็ลาออกตามเจ้านายมาอีก แต่คราวนี้ตกงานทั้งเจ้านายและเลขา 1 เดือน แต่เจ้านายก็ยังจ่ายเงินเดือน(ส่วนตัว)ให้ฉันเหมือนเดิม (ซึ้งจัง..) แต่ก็ไม่ได้อยู่เฉยนะ ได้มาช่วยงานที่โรงหนัง house rca เพราะเป็นช่วงเปิดโรงหนัง house พอดี แล้วก็ได้เริ่มประชุมเพื่อทำหนังสือใหม่ 1 เล่ม นั่นคือ นิตยสาร DDT นั่นเอง เราประชุมงานกันที่โรงหนัง house นั่นแหละ มีทีมงานเพียง 4 คน ประชุมกันไปทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะมีเงินทำหรือเปล่า
แต่พอผ่านไป 1 เดือน เจ้านายกับฉันก็ได้กลับมาทำงานที่ click radio เหมือนเดิม แต่มาดูแลในภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะ fat radio ฉันรู้สึกได้ถึงคำว่า”บ้าน” ฉันมีความสุขมาก และเจ้านายของฉันก็มีความสุขมากเหมือนกัน (ฉันรู้สึกได้) กลับมาครั้งนี้ ทันได้ทำ fat fest 4 ที่สนามม้านางเลิ้งพอดี และได้มีโอกาสเริ่มทำนิตยสาร DDT เล่มแรกขึ้นมาจริงๆ ฉันต้องทำงานทั้ง click radio และ DDT ซึ่งเป็นโชคดีของฉันที่พอจะรู้เรื่องการทำหนังสือมาบ้างจากการที่ไปทำที่โพลีพลัสมา…
ฉันได้มีโอกาสดูแลส่วนหนึ่งของ Fat fest ทั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา คือดูแลและจัดการเรื่องบูธทั้งหมด โดยปีแรกแค่ทำตาม plan ที่ทีมงานวางไว้ แต่ปีหลังๆมา เจ้านายก็มอบหมายให้ฉันเป็นผู้เริ่มงานตั้งแต่ประชุมบูธ วางกฏกติกา วางผังต่างๆ ประสานงานกับค่ายเพลง ค่ายหนังต่างๆ มันทำให้ฉันมี connection กว้างขึ้น.. จนจบ fat fest 6 ฉันก็ลาออกตามเจ้านายมาอยู่ที่สนามหลวง ก็มาเป็นเลขาเหมือนเดิม และได้มีโอกาสทำอัลบั้มด้วย เริ่มจากเป็น production-co อัลบั้ม bossa bossom IIแล้วก็ทำโปรเจคสนามหลวง connects ที่หินมาก ไม่ธรรมดาเลย หลายครั้งที่ทำให้ท้อและขอลาออกอยู่หลายครั้ง ส่วนหนึ่งมากจากที่ฉันยังปรับตัวกับเพื่อนใหม่ บริษัทใหม่ ไม่ค่อยได้ และที่สำคัญความน้อยใจในตัวเจ้านายของฉันเอง แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจและโอเคแล้ว : )
และได้ดูแลอัลบั้มเต็มตัวคือ P2WARSHIP / THE MUST / SUPERSUB …
แต่ไม่รู้เพราะงานที่เพิ่มขึ้น จนไม่มีเวลาดูแลเจ้านายหรือเปล่า เจ้านายเลยมาถามว่า นุ้ยโอเคมั้ย ถ้าจะให้น้องคนนึงมาทำเลขาแทน ฉันก็บอกโอเค เพราะมันคงถึงเวลาที่ฉันจะเติบโตไปทำอย่างอื่น โดยฉันได้ปรับตำแหน่งเป็น Project Manager ชื่อดูดีนะ แต่จริงๆก็ทำทุกอย่างนั่นแหละ555 (ตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น มักมาพร้อมกับปัญหาและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น)
แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันเหมือนกับส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมันขาดหายไป ฉันไม่ต้องเปิดมือถือตลอด 24 ช.ม. ไม่ต้องชงกาแฟ+ซื้อข้าว ไม่ต้องจำคิวต่างๆ ไม่ต้องไปธนาคาร ไม่ต้องจัดการทุกสิ่งให้เจ้านาย…. : (
แต่เจ้านายคงไม่รู้สึกอะไรหรอก เพราะฉันไม่ได้ลาออกไปไหน ก็ยังอยู่ในออฟฟิคนี่แหละ
แต่ฉันนี่สิ รู้สึกแปลกๆและใจหายยังไงมั๊ยรู้ แต่ไม่ได้เสียใจนะ แค่อยู่ในช่วงปรับความรู้สึกบางอย่าง…(ฉันคิดว่าเลขาทุกคนบนโลก คงเข้าความรู้สึกนี้ ขอน้ำเน่านิดนึง)
ขอบคุณเจ้านายและครอบครัวของเจ้านาย สำหรับโอกาส, ความช่วยเหลือ และความรู้สึกดีๆ ที่มอบให้ เหมือนฉันเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว อบอุ่นจริงๆค่ะ
สุดท้ายนี้…ระหว่างทางที่ทำงานมา มีหลายคนมาชวนฉันไปทำงานเป็นเลขาเขา ให้เงินเดือนสูงกว่า และโน่นนี่มากมาย แต่ฉันไม่ไปหรอก เพราะชีวิตนี้ฉันคงไม่เป็นเลขาให้ใครอีกแล้ว และที่สำคัญกลัวไม่ดีเหมือนเจ้านายของฉัน…ยุทธนา บุญอ้อม…